Share

เจาะลึกทุกมิติการสัมมนา”สงขลา-หาดใหญ่ แข็งแกร่งในแดนใต้?” ผ่านกูรู ยักษ์ใหญ่เมืองกรุง-ภูธร

guruproperty

เจาะลึกทุกมิติกับการสัมมนาเรื่อง “ตลาดอสังหาริมทรัพย์กับบรรยากาศรัฐบาลใหม่” และ “สงขลา-หาดใหญ่ แข็งแกร่งในแดนใต้” สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของประเทศไทย ที่ได้รับคะแนนเสียงท้วมท้นจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งหลังจากนี้จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดกับโรดแม็ปเฟส 2 ของ คสช. ว่าจะนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ พร้อมนำความสงบและสันติสุขมาสู่คนในชาติได้อย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่?

เริ่มต้นกับ ดร.โสภณ ที่ออกตัวพร้อมวลีติดตลกว่า “เดี๋ยวถูกเรียกไปรายงานตัว” พร้อมกับแสดงความคิดเห็นด้วยว่า ทิศทางหลังจากนี้ดีขึ้นแน่นอน แต่จะดีขึ้นมากหรือน้อยต้องลุ้นกันต่อไป แต่ก็นับเป็นนิมิตรหมายที่ดี : ตามติดด้วยคุณธนวัฒน์ พูนศิลป์ ประธานฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ หอการค้าจังหวัดสงขลา ที่แสดงความเห็นด้วยว่า หลังจากนี้ต้องดีแน่! พร้อมให้ความเห็นว่า “ประเทศไทยคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าที่ผ่านมาอีกแล้ว” ฟันธงอนาคตนับจากนี้จะดีขึ้นในทุกด้าน : และสุดท้ายกับผู้เชียวชาญด้านการเงิน คุณธีระพร ศรีรัตน์ ผู้บริหารส่วน ส่วนเศรษฐกิจภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ที่งานนี้งัดเอาตัวเลขแบบเน้น ๆ มาวิเคราะห์ให้ฟังถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ว่า หากดูตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1/57 ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศไทยติดลบไป 0.6% จนมาถึงไตรมาส 2 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งประกาศไป ปรากฎว่าไตรมาส 2 มีตัวเลขเศรษฐกิจโตขึ้น 0.4% โดยคาดการณ์ไว้ว่าครึ่งปีหลังจะมีตัวเลขโตขึ้นได้อีก 3-4% และคาดว่าในปี 2558 จะขยายตัวประมาณ 5.5% ซึ่งหากมองทิศทางข้างหน้าก็สอดคล้องกับที่คุณธนวัฒน์ได้กล่าวไปแล้วว่า ขณะนี้เรามาถึงจุดต่ำสุดแล้ว และจะเริ่มเข้าสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยมองจากตัวชี้วัดที่เห็นได้ชัดเจนคือความเชื่อมั่นของประชาชนที่ส่งสัญญาณดีขึ้นหลังมีการยึดอำนาจโดย คสช.


คำต่อคำ.. จากวงเสวนา “ตลาดอสังหาริมทรัพย์กับบรรยากาศรัฐบาลใหม่” และ “สงขลา-หาดใหญ่ แข็งแกร่งในแดนใต้” รูปแบบ VDO

nationbank

คุณธีระพร ศรีรัตน์ ผู้บริหารส่วน ส่วนเศรษฐกิจภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากมองถึงจำนวนประชากร ภาคใต้มีประชากรประมาณ 9 ล้านคน คิดเป็น 14% ของประชากรทั้งประเทศ และเมื่อมองที่ขนาดเศรษฐกิจแล้ว เฉพาะภาคใต้มีตัวเลขอยู่ที่ 9.2% มีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 124,000 บาท แม่ภาพรวมทั้งประเทศถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำ แต่เมื่อเทียบกับภาคเหนือและอีสานนับว่ารายได้ตัวหัวของภาคใต้อยู่ในระดับที่สูงกว่า นอกจากนี้เศรษฐกิจภาคใต้ 30% อยู่ในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจภาคเกษตรทั้งประเทศอยู่ที่ 9% ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมทั้งประเทศอยู่ที่ 40% แต่ในภาคใต้มีตัวเลขอยู่ที่ 13% สำหรับตัวเลขด้านการท่องเที่ยวภาคใต้อยู่ที่ 6.9% ภาคการค้า 10% และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีตัวเลขอยู่ที่ 4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่มากนัก แต่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคได้ที่สำคัญเช่นกัน

“หากมองรายได้เฉลี่ยต่อหัวของภาคใต้แล้วจะเห็นว่า 18 ปีที่ผ่านมาภาคใต้มีตัวเลขรายได้ต่อหัวโตขึ้น 5.5 % ต่อปี ถือเป็นการเติบโตที่เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากราคายางที่ปรับตัวดีต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนเริ่มโน้มตัวลงในปัจจุบัน ทุกท่านคงจำได้ว่าในปี 2554 ถือเป็นปีทองของชาวสวนยางภาคใต้ ไม่เคยมียุคไหนที่ราคายางพาราดีขนาดนั้นมาก่อน โดยราคายางพาราในปี 2554 มีตัวเลขเฉลี่ย 133 บาท/กิโลกรัม/ปี จนในปี 2555 ราคายางเริ่มโน้มตัวลงมาที่ 97 บาท/กิโลกรัม และมาอยู่ที่ 77 บาท/กิโลกรัม ในปี 2556 จนถึงครึ่งปีแรกของปี 2557 มีระดับราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 64 บาท/กิโลกรัม และขณะนี้มีตัวเลขราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 52 บาท/กิโลกรัม จึงเห็นได้ถึงทิศทางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของภาคใต้ที่มีแนวโน้มลดต่ำลงตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา”

โดยภาพรวมภาคเกษตรของภาคใต้ ที่มีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 30% จะเห็นว่า ในปี 2555 รายได้เกษตรกรลดลงไป 18% : ปี 2556 ลดลงอีก 11% จนถึงครึ่งปีแรกมีตัวเลขลดลงเพิ่มขึ้นอีก 8.9% ทำให้ภาพรวมรายได้ภาคเกษตรภาคใต้ตั้งแต่ปี 2555-ปัจจุบัน มีตัวเลขลดลงถึงกว่า 30% จึงตอบได้ว่า ทำไมภาคอสังหาริมทรัพย์ภาคใต้จึงมีทิศทางที่ชะลอตัวลง

ส่วนด้านอสังหาริมทรัพย์อนาคตจะดีหรือไม่นั้น คุณธีระพร ให้ความเห็นว่า ภาพรวมเศรษฐกิจภาคใต้จากตัวเลขอ้างอิงตั้งแต่ 2539-2555 ภาคเศรษฐกิจที่โตเป็นอันดับหนึ่งคือ การท่องเที่ยว 10% ตามด้วย อสังหาริมทรัพย์ 7% ไปจนถึง ภาคขนส่ง และ เกษตรกรรม นับว่าภาคอสังหาฯ มีความสำคัญเป็นอย่างมากกับระบบเศรษฐกิจของภาคใต้ อีกทั้งเมื่อมองตัวเลขสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ภาคอสังหาฯ ที่เป็นตัวสะท้อนสำคัญ ปรากฎว่า ตัวเลขสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มีอัตราเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2554 จนถึง ไตรมาส 3 ปี 2555 มีการเติบโตสูงขึ้นกว่า 30% และเริ่มชะลอตัวลงหลังจากนั้น จนกระทั่งไตรมาส 3 ปี 2556 – ไตรมาสแรกของปี 2557 ตัวเลขสินเชื่ออสังหาฯเกือบจะไม่มีการขยายตัว แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 ปี 2557 ตัวเลขมีแนวโน้มกระเตี้องขึ้นเล็กน้อย โดยจังหวัดภูเก็ตมีตัวเลขสินเชื่อโต 3.5% มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ด้านจังหวัดสงขลามีปริมาณเงินสินเชื่อภาคอสังหาฯ กว่า 8,000 ล้านบาท แต่กลับมีตัวเลขเติบโตถึง 17.8% และจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีปริมาณเงินสินเชื่อประมาณ 4,500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20% และในแง่ของผู้ซื้อ ปรากฎว่าสินเชื่อลูกค้ารายย่อยเพื่อที่อยู่อาศัย ในระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งภาคใต้เติบโตเฉลี่ย 13-15% โดยไตรมาส 2 ปี 2557 เทียบกับไตรมาส 2 ปี 2556 จังหวัดภูเก็ตมีตัวเลขสินเชื่อรายย่อยเพื่อที่อยู่อาศัยโตขึ้น 9.2% มูลค่ารวมกว่า 50,00 ล้านบาท จังหวัดสงขลาโตขึ้น 17.2% มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท จังหวัดสุราษฎ์ธานีโตขึ้น 16.2% มูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท

นอกจากนี้จากการเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการภาคอสังหาฯ เพื่อนำตัวเลขที่ได้มาวิเคราะห์ออกมาเป็นคะแนนโดยผลคะแนนที่ได้ หากไม่ต่ำกว่า 50 ถือว่าความแข็งแกร่งยังมีอยู่ และผลที่สะท้อนออกมาคือ ตั้งแต่ปี 2554-2555 มีระดับคะแนนออกมาที่ 70-80 นับเป็นช่วงคึกคักของภาคอสังหาฯเลยทีเดียว และเริ่มชะลอตัวลงจนมีระดับคะแนน 50 ที่ไตรมาส 2 ของปี 2556 และเริ่มมีคะแนนต่ำกว่า 50 ติดต่อกันต่อเนื่อง จนกระทั่งในไตรมาส 1 ปี 2557 มีคะแนนลดต่ำลงมาอยู่ที่ 17 แต่เมื่อเข้าไตรมาส 2 ปี 2557 เริ่มส่งสัญญาณติดลบน้อยลง อีกทั้งผู้ประกอบการคาดการณ์ว่า 6 เดือนหลังของปี 2557 จะมีตัวเลขเพิ่มขึ้นไปยืนอยู่ได้เกินกว่าระดับคะแนน 50 แน่นอน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ส่งสัญญาณออกมาว่า ไตรมาส 3/2557 อสังหาจะเริ่มฟื้นชัดเจนขึ้น

thanawat

ด้านคุณธนวัฒน์ พูลศิลป์ ประธานฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ หอการค้าจังหวัดสงขลา กูรูและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดาวเด่นในจังหวัด ก็ออกมาตอกย้ำอีกครั้งว่า “อสังหาฯสงขลามีแต่น้ำสบู่ ยังไม่มีฟองให้แตกแน่นอน!” การันตีแบบเสียงดังฟังชัด พร้อมอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า จากตัวเลขที่รับฟังมาทั้งหมด ทำให้เข้าใจได้ว่าเศรษฐกิจสงขลาชะลอตัว แต่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดสงขลากลับไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด โดยตัวเลขการขายอสังหาฯในจังหวัดสงขลาในปี 2554-2555 ถือเป็นปีทองเลยทีเดียว สอดคล้องกับตัวเลขราคายางพาราที่ถีบตัวสูงในช่วงดังกล่าวตามที่คุณธีระพร ศรีรัตน์ ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยอสังหาฯแนวราบในปี 2555 มีจำนวน 6,000 ยูนิต และแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม ที่เริ่มเกิดขึ้นในหาดใหญ่ในปี 2554 จนมาถึงปี 2555 มีจำนวนทั้งสิ้น 3097 ยูนิต และมาเพิ่มขึ้นในปี 2556 ที่ 6844 ยูนิต ซึ่งตนได้คาดการณ์ไว้ว่าภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี จำนวนยูนิตของคอนโดฯ จะมากกว่าแนวราบ และผลที่ออกมาเป็นดังที่คาดการณ์ไว้

“จนมาถึงปี 2557 สิ่งที่เกิดขึ้นคือเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วประเทศ ไม่เฉพาะจังหวัดสงขลาเท่านั้น โดยในวงการอสังหาฯ มีอยู่ 3 คำที่ต้องเฝ้าติดตาม คือ “ฟองสบู่ ล้นตลาด และ ชะลอตัว” ซึ่งในภาคอสังหาฯ จังหวัดสงขลาขณะนี้ “ไม่ใช่ฟองสบู่ ไม่ใข่ล้นตลาด แต่เป็นการชะลอตัวเท่านั้น ”

จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทั่วประเทศ รวมถึงจังหวัดสงขลา ทำให้ประชาชนจำเป็นต้องเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก และเมื่อมีเงินเหลือบางส่วนจึงตัดสินใจซื้อ อสังหาฯ และ รถ เป็นลำดับสุดท้าย นอกจากนี้ในยุคเศรษฐกิจสงขลาเฟื่องฟู ประมาณปี 2554-2555 ประกอบกับนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมให้คนใช้เงินเป็นหลัก ทำให้ในช่วงเวลานั้นผู้ที่มีรายได้จากราคายางพาราที่พุ่งสูงขึ้นนำเงินไปซื้ออสังหาฯและรถเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนเหล่านั้นมีหนี้สินในการผ่อนชำระเพิ่มขึ้นจนถึง ปี 2557 ที่เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจน แต่หนี้สินเหล่านี้ยังคงอยู่

ถึงแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ภาคอสังหาฯสงขลายังถือได้ว่ามีความแข็งแกร่ง มีการรวมตัวกันของสมาชิกผู้ประกอบการด้านอสังหาฯกันอย่างเหนียวแน่น และได้มีการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง พร้อมทั้งร่วมกันควบคุมการลงทุนโครงการใหม่ลง โดยในปี 2557 มีอาคารสูงเพิ่มขึ้นเพียง 1 โครงการ จำนวน 144 ยูนิตเท่านั้น จากที่ไม่เคยมีคอนโดฯในหาดใหญ่มาก่อนจนถึงช่วงสูงสุดที่ 6,844 ยูนิต ในปี 2554 และเมื่อดูถึงตัวเลขการโอนซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ เหตุเพราะคอนโดฯ กับอสังหาฯแนวราบมีความแตกต่างกันตรงที่คอนโดฯจะต้องทำการก่อสร้างตลอดจนถึงตั้งนิติบุคคลให้แล้วเสร็จก่อนถึงจะทำการโอนให้กับลูกค้าได้ ซึ่งในปี 2557 คาดว่าจะเริ่มทำการโอนคอนโดฯ ให้กับลูกค้าได้ประมาณ 2,400 ยูนิต และในปี 2559 คาดว่าคอนโดมิเนียมจะมีจำนวนเหลือที่จะทำการโอนให้กับลูกค้าประมาณ 1,588 ยูนิต เพราะต้องรอหลายโครงการเริ่มทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จก่อนทำการโอน นับเป็นตัวเลขที่ไม่มากนักแต่ก็ต้องติดตามต่อไป

ส่วนทำเลทอง คุณธนวัฒน์ ให้ความเห็นว่า ต้องจับตาอำเภอสะเดาเป็นสำคัญ ภายในไม่เกิน 10 ปี จะขยายตัวอย่างมาก เนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้สะเดาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบกับงบประมาณที่จะนำมาพัฒนาและเพิ่มศักยภาพด่านชายแดนให้มีความสามารถแข่งขันได้ในภูมิภาคอาเซียนตอนล่างเป็นตัวผลักดันให้พื้นที่สะเดามีการขยายตัวในอนาคต

supalai

ย้อนไปในอดีตหลายสิบปีก่อน การเจริงของเมืองเริ่มต้นจากหาดใหญ่ใน และเมื่อมีสถานีรถไฟเกิดเขึ้นซึ่งทุกท่านทราบดี ช่วงนั้นเกิดถนนนิพัทธ์อุทิศ 1 2 3 ขึ้น กล่าวได้ว่า รถไฟนำความเจริญเข้ามา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง และหลังจากนั้นเมืองจึงเริ่มขยายตัวมาทางด้านตะวันออก เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกหลายอย่าง เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งอยู่เชิงเขาที่ดอนน้ำไม่ท่วม ทำให้เกิดกิจกรรมรอบๆ มหาวิทยาลัยขึ้นมามากมาย ต่อจากนั้นจึงเกิดถนนสายลพบุรีราเมศวร์ทางฝั่้งทิศเหนือ ซึ่งหลายคนเฝ้ามองว่า หาดใหญ่-สงขลา เมืองฝาแฝดจะสามารถเชื่อมกันได้หรือไม่อันนี้ต้องใช้เวลา โดยตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาเห็นการเคลื่อนตัวเข้าหากันเป็นไปอย่างช้าๆ โดยหาดใหญ่ถือเป็นเมืองศูนย์กลางการค้า การศึกษา ศูนย์กลางการคมนาคม ทั้งทางบก ทางอากาศ แต่สงขลามีท่าเรือ ถนนลพบุรีราเมศวร์จึงมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ

นอกจากนี้ในเรื่องของด่านชาดแดน จะเห็นว่าปัจจุบันมีรถขนส่งสินค้ารอเป็นแถวยาวที่ด่านสะเดา เพื่อขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือปีนังประเทศมาเลเซีย เพียงเพราะจังหวัดสงขลามีท่าเรือน้ำลึกแต่เป็นท่าเรือขนาดเล็ก ไม่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้ แต่ที่ต้องแปลกใจกับรถไฟที่อยู่ใกล้กับด่านแต่ไม่มีการขนส่งทางรถไฟน้อยมาก ซึ่งการขนส่งทางรางสามารถบรรทุกได้ในปริมาณมากกว่า เหล่านี้คือปัญหาและจำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วน สงขลาควรมีท่าเรือที่รองรับเรือขนาดใหญ่ได้พร้อมทั้งสามารถเชื่อมต่อระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ในส่วนรถไฟก็ควรได้รับการปรับปรุงและส่งเสริมให้หันมาใช้ระบบรางให้มากขึ้น และเมื่อมองถึง IMTGT ที่มี หาดใหญ่ ปีนัง และ เมดาน เป็นเมืองหลัก ก็พบว่า ปีนังเป็นพระเอก สภาพเศรษฐกิจ บ้านเมือง ท่าเรือ เขาใหญ่กว่าเรามาก หาดใหญ่-สงขลา จึงต้องวางแผนกลยุทธ์ในการพัฒนาให้มีขีดความสามารถแข่งขันได้ในภูมิภาคนี้

ส่วนด้านอสังหาฯจังหวัดสงขลา หาดใหญ่ถือได้ว่าเป็นเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาลงทุน แต่พบว่าระยะหลังยอดขายมีการชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับกรุงเทพที่ยอดขายไม่ได้ตกลงตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเหมือนหัวเมืองต่างจังหวัด หากถามว่าโอเวอร์ซัพพลายใช่หรือไม่ ต้องตอบว่าใช่ แต่ไม่ใช่ฟองสบู่อย่างที่วิตกกัน โดยปัจจัยที่เข้ามากระทบเปรียบเทียบได้กับ จานใส่น้ำ กับ กะละมังเอาน้ำมาใส่ จะเห็นว่า จานเมื่อใส่น้ำก็เต็มเร็วและล้นเร็ว แต่กะละมังใช้เวลานานกว่าจะเต็ม แล้วพอนำไปวางไว้กลางแจ้ง น้ำในจานระเหยเร็วกว่ากะละมัง เช่นกันเพราะขนาดเศรษฐกิจหาดใหญ่ สงขลา เล็กกว่ากรุงเทพฯ เราจะขายบ้านขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ จำนวนคน ที่ทำให้เกิดดีมานด์ แต่เมื่อมองจำนวนประชากรพบว่า ปัจจุบันจำนวนประชากรเริ่มนิ่ง อัตราการเพิ่มประชากรไม่ขยับมากนัก จึงกระทบกับพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจที่มีขนาดเล็กเร็วกว่า ส่วนอีกด้านหนึ่งคือหาดใหญ่ขนาดพื้นที่ที่เล็กกว่า ตลาดจึงเป็นแบบนิช หรือซื้อเพื่อความต้องการส่วนตัวหรือต้องการวิวที่แตกต่างเท่านั้น ในส่วนของศุภาลัยเองขณะนี้ยังไม่ได้มองถึงการลงทุนอาคารสูงในหาดใหญ่เพิ่มเติมเพราะเห็นแล้วว่าตลาดคอนโดฯหาดใหญ่อยู่ในช่วงโอเวอร์ซัพพลาย แต่สำหรับผู้ประกอบการรายอื่นที่ต้องการลงทุนจะต้องแน่ใจว่าสามารถสร้างได้จนเสร็จ และต้องเพิ่มความรอบคอบมากขึ้นด้วย

ตลาดที่อยู่อาศัยในนครหาดใหญ่ยังมีหน่วยรอขายอยู่ 2,889 หน่วย ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2557 โดยในปี 2556 มีโครงการเปิดขายถึง 4,451 หน่วย แต่มีหน่วยที่ขายได้จริงทั้งใหม่และเก่ารวมกัน 2,996 หน่วย แม้ที่อยู่อาศัยเหล่านี้จะขายได้หมดภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี แต่แนวโน้มตลาดจะค่อยๆ ชะลอตัวลงในปี 2557 เพราะราคาพืชผลตกต่ำและความเชื่อมั่นต่อสัมฤทธิผลของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของทางราชการลดลง

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานก่อตั้งมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอผลการสำรวจที่อยู่อาศัยนครหาดใหญ่ ในงานสัมมนา อสังหาริมทรัพย์กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ครั้งที่ 2 “สงขลา- หาดใหญ่ แข็งแกร่งในแดนใต้” ณ โรงแรมไดมอนด์ หาดใหญ่ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา

จากผลสำรวจล่าสุด ณ สิ้นไตรมาสที่ 1/2557 ของศูนย์ของมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่า โครงการบ้านและคอนโดรวมกัน 186 โครงการ จำนวนรวม 14,536 หน่วย รวมมูลค่า 40,331 ล้านบาท และขายได้แล้ว 11,647 หน่วย หรือ 80% และเหลือจำนวนหน่วยรอขายทั้งสิ้น 2,889 หน่วย ทั้งนี้ราคาเฉลี่ยของบ้านและคอนโดในนครหาดใหญ่ เป็นเงินเฉลี่ยหน่วยละ 2.775 ล้านบาท เทียบเท่ากับราคาขายของที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ทั้งนี้คาดว่าที่เหลือขายอยู่นี้จะขายได้หมดในเวลาอีก 8.9 เดือน ซึ่งแสดงว่า "ตลาดยังมีสุขภาพดีอยู่ พอสมควร

ในจำนวนหน่วยที่สำรวจได้ทั้งหมด 14,536 หน่วย เป็นบ้านเดี่ยว 3,217 หน่วย หรือ 22% เป็นบ้านแฝด 554 หน่วย หรือ 4% เป็นทาวน์เฮาส์ 2,517  หน่วย หรือ 17% เป็นตึกแถว 836 หน่วย หรือ 6% เป็นห้องชุดพักอาศัย 6,946 หน่วย หรือ 48% และที่ดินจัดสรร 466 หน่วย 3% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่คล้ายคลึงกับในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่อาคารชุดมีสัดส่วนสูงสุด

สำหรับกรณีบ้านเดี่ยวที่สามารถขายได้ดีที่สุด จะอยู่ในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท หากเกินกว่านี้จะขายได้ยากมาก โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวราคา 10-20 ล้านบาทขึ้นไป  ส่วนกรณีบ้านแฝด ขายได้ดีทุกระดับราคา ซึ่งมีการขายตั้งแต่ราคา 1.5-6 ล้านบาท เช่นเดียวกับทาวน์เฮาส์ที่ขายได้ดียกเว้นระดับราคาเกิน 3 ล้านบาทขึ้นไป สำหรับตึกแถวขาได้ค่อนข้างช้าโดยเฉพาะในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เพราะคงอยู่ในทำเลที่ไม่ดีนัก ส่วนห้องชุดพักอาศัยขายได้ดีแทบทุกระดับราคายกเว้นราคาเกิน 7 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนี้ในย่านธุรกิจใจกลางเมืองของนครหาดใหญ่มีหน่วยขายทั้งหมด 4,559 หน่วย หรือ 31% (สำรวจ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1/2557)  ถือเป็นโซนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขายแล้ว 3,771 หน่วย หรือ 83% ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยห้องชุดในใจกลางนครหาดใหญ่จะขายหมดในเวลา 11 เดือน แต่ห้องชุดที่มีราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท แทบจะขายไม่ออก อย่างไรก็ตามห้องชุดเหล่านี้มีจำนวนเหลืออยู่ไม่มาก คือเพียง 31 หน่วยเท่านั้น

ส่วนทำเลที่น่าสนใจคือ บ้านพรุ-นาทวี ซึ่งเป็นโซนที่ 3 จากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส โดยในปี 2556 โซนที่มีการเปิดมากที่สุดคือ บ้านพรุ-นาทวี 1,703 หน่วย หรือ 38% รองลงมาคือย่านธุรกิจใจกลางเมืองเปิดตัว 1,546 หน่วย หรือ 35% นอกนั้นอยู่ในโซน 2 กาญจนวณิช โซน 4 สนามบิน-ควนลัง และโซน 5 ท่าช้าง-ลพบุรีราเมศวร์

areapress118-2557
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.area.co.th