หาดใหญ่โอเค
Image default

กฟผ. เตรียมพร้อมสถานีอัดประจุไฟฟ้า รองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 22 สถานี

กฟผ. เตรียมพร้อมสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) รองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 22 สถานี ติดตั้งภายใน กฟผ. สำนักงานกลาง ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง และตามเขตเขื่อนโรงไฟฟ้าที่มีความพร้อม ภายในปี 2562

นางอังคณา สุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและแผนงานด้านการใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า จากแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558 – 2579 ได้กำหนดเป้าหมายในการลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ภายในปี 2579 เมื่อเทียบกับปี 2553 โดยมาตรการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่งได้คาดการณ์ว่าภายในปี 2579 จะมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) จำนวน 1.2 ล้านคัน ซึ่งเป็นการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน จึงต้องมีการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยตั้งเป้าจำนวน 690 สถานี พร้อมทั้งให้ดำเนินการศึกษาข้อมูลเทคโนโลยีของยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงกำหนดมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปด้วย โดยแผนขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า ปี 2559 ในระยะที่ 1 (ปี 2559 – 2560) เป็นการเตรียมความพร้อมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง กฟผ. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญรองรับ คือ 1. โครงการนำร่องสาธิตการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง 2. โครงการนำร่องการใช้เทคโนโลยีสมาร์ทกริดเพื่อบริหารการใช้ไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า (Smart Grid for EV Demand Management) 3. โครงการศึกษาพัฒนามาตรฐานและเกณฑ์ประสิทธิภาพขั้นสูงรองรับการติดฉลากเบอร์ 5 สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า

สำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าในปัจจุบัน กฟผ. ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 โดยได้ทำการติดตั้งบริเวณด้านหน้าอาคารสำนักผู้ว่าการ เพื่อใช้ในการศึกษาประสิทธิภาพของสถานีอัดประจุไฟฟ้าและรองรับการใช้งานอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าจากโครงการวิจัยพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าที่อัดประจุไฟฟ้าได้ประเภท PHEV และ BEV ของ กฟผ. โดยมีสถานีอัดประจุไฟฟ้า 2 สถานี ทั้งแบบ DC – AC Quick Charger ซึ่งใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 15 – 30 นาที และ AC Normal Charger ใช้เวลาชาร์จประมาณ 3 – 6 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า) นอกจาก 2 สถานีดังกล่าวแล้ว ภายในปี 2561 – 2562 จะติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั้ง 2 ประเภท เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 22 สถานี โดยติดตั้งที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จำนวน 4 สถานี (สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รถมินิบัสไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า) และภายใน กฟผ. สำนักงานกลาง – โรงไฟฟ้า ที่มีรถมินิบัสไฟฟ้าอีกจำนวน 18 สถานี (โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา โรงไฟฟ้าลำตะคอง จ.นครราชสีมา และเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี)

ส่วนการเปิดให้บริการใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า กฟผ. เพื่อใช้ในกิจการของ กฟผ. สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้งานอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าของ กฟผ. อยู่แล้ว ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง Honda Jazz รถยนต์ไฟฟ้า Nissan Leaf รถมินิบัสไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยได้ทำการเก็บข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าประกอบการศึกษาวิจัยควบคู่ไปด้วย

ส่วนการเปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับบุคคลทั่วไป ทั้งภายในและภายนอก กฟผ. จะมีการเรียกเก็บค่าบริการ / ค่าไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดอัตราค่าบริการหรือค่าไฟฟ้า (ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. เป็นผู้กำหนด) ในขณะที่ กกพ. อยู่ระหว่างกำหนดอัตราค่าบริการ / ค่าไฟฟ้า กฟผ. ได้จัดทำแผนศึกษาวิจัยการใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้าและศึกษาแนวทางการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับบุคคลทั่วไป ทั้งภายในและภายนอก กฟผ. โดยจะมีการเก็บข้อมูลการใช้พลังงานประกอบการศึกษาฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี ด้วยการเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปทั้งภายในและภายนอก กฟผ. ที่มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ สมัครลงทะเบียนเข้าใช้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อเก็บข้อมูลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย / ค่าบริการ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อเสนอโครงการขออนุมัติงบสนับสนุนการวิจัยดังกล่าว ทั้งนี้ การใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ กฟผ. ผู้ใช้งานจะต้องลงทะเบียนในระบบ เพื่อขอรับบัตร RFID ก่อน เมื่อได้รับบัตร RFID แล้ว จึงจะสามารถใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ กฟผ. ได้

ข่าวเกี่ยวข้อง

เข้าสู่ระบบ

X

สมัครสมาชิก